จาการ์ตา – กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานว่า ในช่วงไตรมาสแรกของการนิรโทษกรรมทางภาษีในอินโดนีเซียได้รับผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ มีผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธินับหมื่นราย เม็ดเงินสะพัดเป็นจำนวน 97.2 พันล้านรูเปีย หรือกว่า 7.45 ร้อยล้านดอลลาร์ โดยเงินที่เก็บได้จะนำมาอุดหนุนการขาดดุลของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา
ผู้เสียภาษีกว่า 366,757 ราย ไม่ว่าจะเป็นคนฐานะสูงหรือปานกลาง ต่างเข้าร่วมลงทะเบียนนิรโทษกรรมทางภาษี เนื่องจากทางรัฐมองว่ามีความจำเป็นที่ประเทศต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสนับสนุนให้ผู้เสียภาษีทั้งหลายมีการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกิจการ ซึ่งวิธีการสนับสนุนก็ถูกนำมาใช้ผ่านเครื่องมือจูงใจที่เราคุ้นเคยกัน นั่นคือ การนิรโทษกรรมทางภาษี และ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั่นเอง
มูลค่าโดยรวมจากโครงการดังกล่าวนั้นคาดการณ์ได้ว่าสูงถึง 3,620 พันล้านรูเปีย หรือ 278 ร้อยล้านดอลลาร์ โดยเงินจำนวน 137 พันล้านรูเปียจะถูกดึงกลับมาพัฒนาอินโดนีเซียต่อไป
มูลค่าโดยรวมที่จัดเก็บได้ในช่วงที่ผ่านมานั้นนับเป็น 59% ของ 165 พันล้านรูเปียซึ่งเป็นเป้าหมายที่ได้มีการประมาณการไว้ ซึ่งโครงการนิรโทษกรรมทางภาษีนี้จะดำเนินไปจนถึงเดือนมีนาคม 2560 โดยค่าปรับจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ทอดยาวออกไป แต่อย่างไรก็ตาม คณะทำงานก็ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่ารายได้ก้อนใหญ่นั้นจะมาจากระยะแรกของโครงการ และยังปฎิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าจะพิจารณาจำนวนเงินเป้าหมายใหม่หรือไม่
จากน้ำหยดเล็กๆ กลายเป็นกระแสน้ำหลาก เมื่อเหล่าบรรดาเศรษฐี นักธุรกิจ และผู้มีอันจะกินทั้งหลาย รวมไปถึงลูกชายของอดีตเผด็จการอย่างซูฮาร์โต ต่างก็เข้าคิวเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้เช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันศุกร์ ประชาชนต่างกรูเข้ามายังสำนักงานภาษีเพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราโทษต่ำสุด 2% ต่อสินทรัพย์ที่ยังมิได้ถูกรายงานไว้
ทั้งนี้  อัตราโทษเพิ่มขึ้น 1-2% จากวันเสาร์ที่ผ่านมา และจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นระยะที่สอง และระยะสุดท้ายของโครงการที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2560
ประธานาธิบดี โจโค วิโดโด ได้เข้าเยี่ยมสำนักงานภาษีในวันศุกร์ที่ผ่านมา "การนิรโทษกรรมทางภาษีจะทำหน้าที่เป็นแรงผลักดันที่จะปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีของเรา เพิ่มฐานภาษีของเรา และเพิ่มอัตราภาษีของเรา"
นอกจากนี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ระยะแรกของโครงการนิรโทษกรรมทางภาษีนั้นมีผลที่ “น่าพึงพอใจ”
ทั้งนี้ เงินทุนกว่า 2 ใน 3 ที่ไหลเวียนออกจากอินโดนีเซียนั้นคาดว่ายังถูกจัดเก็บในต่างประเทศ เช่น สิงค์โปร์ มาเลเซีย เกาะเคย์แมน ฮ่องกง เกาะเวอร์จิน และออสเตรเลีย เป็นต้น และมีเพียง 14% เท่านั้นที่ถูกส่งกลับมายังอินโดนีเซีย