เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปิดตลาดลงด้วยมูลค่าต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักลงทุน คาดว่าผลกระทบเกิดจากวิกฤติการณ์วอลล์สตรีทและข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปค
          ในส่วนของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.4 หลังจากเกิดภาวะติดลบก่อนหน้านี้ โดยมาจากหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทอุปโภคบริโภค โดยบริษัทผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชั้นนำในประเทศ ชื่อว่า PT Indofood ได้รับผลกำไรมากกว่าร้อยละ 2.7 ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทที่ได้กำไรในอันดับต้น ๆ ของตลาดดังกล่าว
          ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาได้ปรับตัวลดลงในวันจันทร์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นผลประกอบการที่ต่ำที่สุดในรอบเดือน เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทอุปโภคบริโภค ขณะที่นักลงทุนบางกลุ่มคาดว่าจะได้กำไรจากการลงทุนในสัปดาห์ประวัติศาสตร์นี้
          ส่วนประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างรัสเซีย ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่ม OPEC ได้ยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมในการประชุม OPEC แต่จะจัดให้มีการรวมกลุ่มเพื่อหารือกันในระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC ในภายหลังอีกครั้งหนึ่ง
          เวียดนามได้เผยว่าดัชนีหุ้นที่ลดลงร้อยละ 1 ถือว่าเป็นการลดครั้งใหญ่ในไตรมาสที่สี่นี้ “ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนต่างชาติชะลอการซื้อขายหุ้นบลูชิพ (หุ้นราคาสูง) แต่เรายังเชื่อมั่นว่าตลาดเวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนต้องการอยู่ ” นายทัน มิน ฮอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ ตลาดหลักทรัพย์ Vietcombank กล่าว
          ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ก็ชะลอตัวในไตรมาสที่สอง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม โดยบริษัทเทเลคอมยักษ์ใหญ่อย่าง PLDT Inc ดัชนี้ลดลงถึง 6.4% ซึ่งใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา