อาเซียนและสหภาพยุโรปลุย ปลุกการเจรจาเขตการค้าเสรี อาเซียนและสหภาพยุโรปได้เปิดการเจรจาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่าจะร่วมมือกันแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีที่หยุดนิ่งมาเป็นระยะหนึ่งขึ้นใหม่ และหาวิธีรับมือนโยบายปกป้องทางการค้า (Protectionism) ซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และกรรมาธิการการค้ายุโรป นางเซซิเลีย มัลสตรอม ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายได้แสดงความกังวลใจต่อความไม่แน่นอนของนโยบายปกป้องการค้า รวมถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับประเทศตนอย่าง Inward-looking policy ที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น โดยนโยบายทั้งสองมุ่งโจมตีการค้าเสรีว่าเป็นต้นเหตุของการลดลงของอัตราจ้างแรงงาน เนื่องจากนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ รวมถึงการปรับรูปแบบการผลิตให้เป็นอุตสาหกรรมอีกด้วย “เราสามารถสังเกตแนวโน้มของนโยบายปกป้องทางการค้าและนโยบายต่อต้านโลกาภิวัฒน์ได้จากทั่วโลก” นางมัลสตรอมให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนของทั้งสองภูมิภาคปิดฉากลง “การปิดกั้นเขตแดน การสร้างกำแพง และการเพิ่มอัตราภาษีนั้นไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กลับจะทำให้ปัญหาบานปลายยิ่งขึ้น” ความท้าทายสำหรับบรรดาผู้นำประเทศคือการสร้างจุดยืนสำหรับการค้าเสรีที่เปิดกว้าง เสรี เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดเล็ก ส่งผลให้การลงทุนและอัตราจ้างแรงงานในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีการค้าของประเทศฟิลิปปินส์ นายรามอน โลเปซ กล่าวว่า “คำแถลงการณ์ของผู้นำบางประเทศส่งผลให้เกิดความไม่แน่ใจต่อสถานการณ์การค้าโลก” แต่อย่างไรก็ดีเขามิได้ระบุว่าผู้นำคนนั้นคือใคร การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปนั้นได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2550 แต่ถูกระงับการเจรจาไว้ชั่วคราวในปี พ.ศ.2552 เนื่องจากเป้าหมายของทั้งสองภูมิภาคในขณะนั้นแตกต่างกันมากเกินไป อีกทั้งความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคที่มั่งคั่งอย่างสหภาพยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นอาเซียนยิ่งทำให้การเจรจาเป็นไปได้โดยยาก สหภาพยุโรปได้ริเริ่มการเจรจาเขตการค้าเสรีในระดับพหุภาคีกับสมาชิกอาเซียนบางประเทศ เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ และอยู่ในระหว่างการเจรจาความตกลงกับประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนที่ยังมิได้มีการเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปคือ เมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว และบรูไน ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองภูมิภาคในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559) มีมูลค่ากว่า 208 พันล้านยูโร (220.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยสหภาพยุโรปนั้นเป็นแหล่งเงินทุนโดยตรงระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน โดยเมื่อปี พ.ศ.2558 นั้นมีมูลค่าการลงทุนกว่า 23.3 พันล้านยูโร (24.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) Source : http://www.bangkokpost.com/news/asean/1212417/asean-and-eu-revive-fta-talks