ตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อวันพุธที่ผ่านมามีความผันผวน จากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน
และการปฏิรูปภาษี ในขณะที่ดอลลาร์แข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากการปรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของธนาคารกลาง ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนที่ผ่านมา
นักวางแผนนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯได้ออกมาแสดงความเห็นว่าธนาคารกลางฯมีความกังวลใจว่า หากรอการสนับสนุนจากสภาคองเกรสแล้วจะทำให้ใช้เวลานานเกินไป จากความเห็นดังกล่าวจึงทำให้ตลาดหุ้นเกิดความคาดหวังว่าในเดือนมีนาคมนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะปรับตัวสูงขึ้น
ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ร่วมกับสภาคองเกรส ทรัมป์แทบไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับแผนการด้านภาษี หรืองบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดังที่เขาเคยกล่าวระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งของเขาเลย
หุ้นสิงคโปร์ปิดตลาดด้วยอัตราสูงขึ้นร้อยละ 0.8 นับเป็นการกระเตื้องขึ้นหลังจากการปรับตัวลดลงติดต่อกันสามรอบการซื้อขาย โดยมีแรงกระตุ้นจากภาคอุตสาหกรรมและการเงิน
ในบรรดาบริษัทที่ได้ผลกำไรเป็นอันดับต้น ๆ บริษัท Keppel Corp มีอัตราสูงขึ้นร้อยละ 4.1 จากอัตราที่สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ในขณะที่หุ้นของบริษัท Oversea-Chinese Banking Corp ได้ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 0.7 ส่วนตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ตกติดต่อกันสี่รอบการซื้อขาย ทำให้ปิดตลาดด้วยอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2560 โดยมีอุตสาหกรรมและโทรคมนาคมเป็นตัวฉุดลง ในขณะที่หุ้นบริษัท JG Summit Holdings Inc มีมูลค่าลดลงร้อยละ 3.1 และหุ้นบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม PLDT Inc มีมูลค่าลดลงร้อยละ 4.1 ทำให้ทั้งคู่เป็นผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการต่ำที่สุดบนกระดาน
หุ้นอินโดนีเซียตกลงร้อยละ 0.4 โดยมีอัตราลบกระจายวงกว้างในทุกภาคส่วน ดังข้อมูลที่ปรากฏ อัตราเงินเฟ้อประจำปีเพิ่มสูงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากสาเหตุหลักคือราคาอาหารแปรรูปและอาหารดิบปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงด้านสาธารณสุขอีกด้วย
"เมื่อมีความเป็นไปได้ว่าในเดือนมีนาคมอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดจึงมีความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จริงที่ว่าอัตราเงินเฟ้อได้เริ่มสูงขึ้นแล้ว" นาย Taye Shim หัวหน้าฝ่ายวิจัยบริษัท Mirae Asset Sekuritas ประจำกรุงจาการ์ตากล่าว