มะนิลา ในพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๓๐ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายดูเตอร์เตแถลงว่า การผลักดันให้ประเทศฟิลิปปินส์นำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่เป็นเพียงการทำตามประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น

“ดูบทลงโทษของประเทศอื่นเสียก่อน มีการลงโทษประหารชีวิตด้วยวิธีแขวนคอ แต่ที่ฟิลิปปินส์เท่านั้นที่มีการยกเลิกหรือระงับใช้โทษประหารชีวิต ถ้าคุณไปที่ประเทศอินโดนีเซีย พวกเขาจะแขวนคอคุณ ในประเทศมาเลเซียเช่นกัน สิงคโปร์ก็ไม่มีข้อยกเว้น” นายดูเตอร์เตกล่าว

นายดูเตอร์เตยังได้ผลักดันให้มีกฎหมายที่ลดอายุความรับผิดทางอาญาในเด็ก และได้พูดถึงความยุติธรรมของกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำผิดเด็กและเยาวชนในปัจจุบันว่าไม่สามารถจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นของการใช้ยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายในเยาวชนได้ เขากล่าวถึงกฎหมายที่ออกโดยสมาชิกวุฒิสภา Francis Pangilinam ว่าได้ทำให้เกิด “ยุคของอาชญากร”

แม้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในการทำสงครามกวาดล้างยาเสพติดและการผลักดันให้นำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ และยังถูกต่อต้านโดยนักการเมืองและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตซึ่งพูดว่าจะเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศได้ในกรณีที่จะมีการฟื้นโทษประหารชีวิตมาใช้ แต่เขาได้เพิกเฉยต่อแรงกดดันจากต่างประเทศที่ขู่ว่าจะถอนความช่วยเหลือ หากการบริหารประเทศของเขานั้นทำให้โทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ สมาชิกรัฐสภาอาเซียนได้ร้องขอให้นายดูเตอร์เตและพันธมิตรของท่านปฏิเสธร่างกฎหมายการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้ใหม่ในประเทศ และเพื่อเป็นการปฏิบัติให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศฟิลิปปินส์และอาเซียนในการเป็นผู้นำของภูมิภาคด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายในการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ร่างกฎหมายยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

ทั้งนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และได้ให้สัตยาบัน พิธีสารเลือกรับของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตในทั่วทุกมุมโลก