จากผลการสำรวจของสำนักข่าวฝรั่งเศส Agence France-Presse (AFP) เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๓ ประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาการค้ายาเสพติดอย่างหนักอย่างไทย เมียนมา และกัมพูชา ได้แสดงถึงความพยายามในการกำจัดปัญหานี้ด้วยการเผาทำลายยาเสพติดของกลางที่ถูกยึดมาได้มูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐเนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดโลก
 
ยาเสพติดมูลค่าประมาณ ๓๘๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ถูกเผาที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่าการเผาทำลายยาเสพติดในครั้งนี้เป็นการทำลายที่มีปริมาณสูงเป็นประวัติการณ์เนื่องมาจากการที่ทางการสามารถยึดยาเสพติดได้มากขึ้น
 
โดยเจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่า กองยาฝิ่น เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และโคเคน เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสำเร็จในการยึดยาเสพติด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงว่าการผลิตยาเสพติดมีปริมาณเพิ่มขึ้นในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีการผลิตยาเสพติดอันดับต้น ๆ ของโลก
 
สำหรับประเทศไทยได้ทำการเผาทำลายยาเสพติดมูลค่าประมาณ ๕๘๙ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมไปถึงเมทแอมเฟตามีนจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบยาเม็ดและที่เป็นผลึก
 
นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ว่ายาเสพติดที่ถูกยึดทั้งหมดแสดงถึงความสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติด และในขณะนี้ ป.ป.ส. ได้ทำลายเครือข่ายยาเสพติดได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงเครือข่ายจากต่างประเทศที่นำยาเสพติดเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย
 
ในขณะที่กัมพูชาก็ได้เผาทำลายยาเสพติดมูลค่าประมาณ ๔ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนาย Meas  Vyrith เลขาธิการหน่วยงาน National Authority for Combating Drugs ของกัมพูชาได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อเสร็จพิธีการเผาทำลายยาเสพติดว่า ยาเสพติดที่ถูกเผาทั้งหมดประกอบด้วยเฮโรอีน ผลึกเมทแอมเฟตามีน เม็ดยาเมทแอมเฟตามีน เคตามีนหรือยาเค และยาอี เป็นยาเสพติดที่ถูกยึดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ถึงต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๐ การเผายาเสพติดดังกล่าวเป็นการสะท้อนถึงจุดยืนของประเทศในการต่อสู้และกำจัดยาเสพติดที่ผิดกฎหมายทั้งปวง
 
นอกจากนี้แล้วองค์การสหประชาชาติ และรัฐบาลทั่วภูมิภาคได้แสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้ยาเมทแอมเฟตามีนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยมีหลายรายที่ได้มีการเรียกร้องให้ตระหนักถึงประเด็นปัญหานี้ รวมไปถึงนาย Rodrigo  Duterte ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ได้ทำสงครามกับยาเสพติดตลอดช่วงระยะเวลา ๑ ปีที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย สำหรับกัมพูชาเองนั้นก็ได้มีการดำเนินการในระดับสูงเพื่อต่อสู้กับอัตราการใช้และการค้ายาเสพติดที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม ผลของความพยายามครั้งนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นการลดการค้าและการใช้ยาเสพติดจริงหรือเป็นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณการจับกุมและการยึดยาเสพติดเท่านั้น
 
องค์การสหประชาชาติได้ขอให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกันหารือเพื่อตอบโต้กับปัญหาเสพติดในระดับภูมิภาค เนื่องจากแต่ละประเทศในภูมิภาคมีการรักษาแนวพรมแดนที่อ่อน และการบังคับใช้กฎหมายที่ต่ำมาก ซึ่ง ๒ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อให้การค้ายาเสพติดรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้
 
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN’s crime and drugs office) กล่าวในรายงานสถานการณ์ยาเสพติดโลกปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ว่า แนวโน้มของโลกในการใช้แอมเฟตามีนยังคงที่  อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวอาจไม่สามารถสะท้อนถึงสถานกาณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ไม่สามารถระบุข้อมูลด้านขอบเขตการใช้ยาเสพติดได้อย่างแน่ชัดซึ่งเป็นกรณีในภูมิภาคเอเชีย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์แนวโน้มและรายงานการใช้ยาเผยว่ามีอัตราการใช้เมทแอมเฟตามีนเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
แม้รัฐบาลเมียนมาได้ปฏิญาณว่าจะแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยกำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้หนักขึ้น แต่เมียนมายังคงเป็นประเทศที่ผลิตฝิ่น เฮโรมีน และเมทแอมเฟตามีนอันต้น ๆ ของโลกเสมอมา
 
นอกจากนี้ นักสังเกตการณ์ยังกล่าวว่า กลยุทธ์การต่อต้านยาเสพติดอย่างเข้มงวดของประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีนักโทษในเรือนจำมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และในขณะเดียวกัน ผลจากการปราบปรามยาเสพติดของกัมพูชาในระยะ ๖ เดือนที่ผ่านมาส่งผลให้เรือนจำซึ่งมีความแออัดอยู่แล้วใกล้ถึงจุดที่จะรับนักโทษเพิ่มไม่ได้อีกต่อไป
 
เรียบเรียงจาก http://sea-globe.com/drugs-go-smoke-southeast-asias-narcotics-problem-remains/