ภาพจาก  frontiermyanmar

 
หลังจากได้ผ่านร่างกฎหมายสำคัญว่าด้วยสถาบันการเงินของเมียนมาเป็นกฎหมายมาแล้ว ๑๘ เดือน หลังจากรอคอยมาเป็นระยะเวลานาน ธนาคารกลางได้ออกหลักเกณฑ์หลายฉบับเพื่อกำกับดูแลการดำเนินการของธนาคารในภาวะธุรกิจธนาคารในประเทศที่กำลังซบเซา

ธนาคารพาณิชย์ในเมียนมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายที่ประกาศใช้โดยรัฐบาลทหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ และได้มีการออกร่างกฎหมายสถาบันการเงินฉบับใหม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่คณะกรรมาธิการบาเซิลเป็นผู้กำหนดขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยรัฐบาลชุดก่อนจากการสนับสนุนของธนาคารโลกเป็นผู้ร่างกฎหมายดังกล่าว การแห่ถอนเงินของประชาชนจากธนาคารในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นำไปสู่การล่มสลายของ Asia Wealth Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมาร์ในขณะนั้น ทำให้ธนาคารขาดความไว้วางใจจากประชาชน นำไปสู่อัตราเงินฝากที่ต่ำมาโดยตลอดนับแต่นั้นมา

กฎหมายสถาบันการเงินได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งคงไว้ซึ่งอัตราส่วนสภาพคล่องสูงกว่าร้อยละ ๒๐ และปฏิบัติตามตารางการแบ่งประเภทสินเชื่อใหม่

กฎระเบียบใหม่กำหนดห้ามไม่ให้ธนาคารให้กู้แก่ผู้กู้รายใหญ่เกินกว่าร้อยละ ๒๐ ของส่วนของผู้ถือหุ้น (shareholder’s equity)  ต่อผู้กู้แต่ละราย และธนาคารจะต้องไม่ให้เงินกู้แก่ผู้กู้รายใหญ่ที่ไม่มีหลักประกันมีจำนวนรวมกันเกินกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น  ธนาคารของรัฐซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น ๒ ใน ๓ จะได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการกู้ยืมรายใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล

กฎหมายกำหนดให้ธนาคารต้องมีเงินสดสำรองร้อยละ ๕ ของเงินฝากทั้งหมดและกำหนดทุนจดทะเบียนสำหรับผู้ที่ต้องการรับใบอนุญาตเป็นธนาคารพาณิชย์จำนวน ๒ หมื่นล้านจ๊าต

ธนาคารทุกแห่งจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ภายในระยะเวลา ๖ เดือน และจะต้องยื่นรายงานผลการดำเนินงานรายเดือนแก่ธนาคารกลางตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๑

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ นาย Abdoulaye Seck ผู้จัดการประจำประเทศเมียนมาของธนาคารโลกกล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้มีความทันสมัยในภาคธนาคารเมียนมา เขาเสริมว่าร่างกฎหมายฉบับสุดท้ายลดระดับลงจากมาตรฐานสากลในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการล้มละลายและการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

เรียบเรียงจาก http://frontiermyanmar.net/en/central-bank-enacts-long-awaited-finance-regulations